ค่าสถานะตามเลเวล
| พลังโจมตี | 674 |
|---|---|
| อัตราคริ | 22.1% |
ไทย
Dolorous Stroke
หลังจากผู้สวมใส่ใช้สกิลธาตุ จะได้รับ "Path of Conflict" เป็นเวลา 17 วินาที และได้รับเอฟเฟกต์ "Unforgivable" และ "Irreparable" อย่างละ 3 วินาที โดยจะเกิดขึ้นได้มากสุดหนึ่งครั้ง ในทุก 18 วินาที Unforgivable: ความเสียหายจากการโจมตีปกติและชาร์จโจมตีของผู้สวมใส่เพิ่มขึ้น 40% Irreparable: ความเสียหายจากสกิลธาตุและท่าไม้ตายของผู้สวมใส่เพิ่มขึ้น 40% ในช่วง "Path of Conflict" เมื่อการโจมตีปกติหรือชาร์จโจมตีของผู้สวมใส่โดนศัตรู จะขยายเวลาของ "Irreparable" ออกไป 1 วินาที; เมื่อสกิลธาตุหรือท่าไม้ตายของผู้สวมใส่โดนศัตรู จะขยายเวลาของ "Unforgivable" ออกไป 1 วินาที โดยเอฟเฟกต์ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ละเอฟเฟกต์จะเกิดขึ้นได้มากสุดหนึ่งครั้งในทุก 0.1 วินาที หาก "Path of Conflict" สิ้นสุดลง หรือผู้สวมใส่ออกจากการต่อสู้ จะยกเลิก "Unforgivable" และ "Irreparable" Hexerei: Secret Rite: เอฟเฟกต์เพิ่มความเสียหายทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเพิ่มขึ้น 75%
ตัวละครที่ใช้ — หอก
เรื่องราว
นักรบจากต่างแดนแบกรับความเศร้าโศกจากมาตุภูมิ ฝังความหวังที่ไม่มีวันออกผลไว้ ในเมืองที่ปกคลุมด้วยหิมะที่มองไม่เห็นแสงจันทร์ ความคิดถึงที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย และภาพบนฝาผนังชิ้นสุดท้ายถูกฝุ่นปกคลุมไปพร้อมกัน ทิ้งให้คนผู้นั้นต้องเดินเตร็ดเตร่อยู่บนทุ่งน้ำแข็งเพียงลำพัง เดิมทีเขาคิดว่าหากทิ้งดาบใหญ่ในอดีต ไว้ในความหนาวเหน็บอันมืดมิดดุจความตาย ก็จะสามารถลืมเลือนความอ่อนแอที่ผ่านพ้นไปแล้วได้ สามารถอุทิศตนให้กับความขัดแย้ง รวมถึงการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดได้ และได้พบกับความสงบและความสุข ท่ามกลางเหล็กกล้าและโลหิต ทว่าในยามที่จันทราลาลับเป็นครั้งแรก หลังออกจากท้องพระโรงของอาณาจักรบนภูเขา เขาก็ได้ละทิ้งการหลอกตัวเอง และการทอดทิ้งตนเองไป มันเป็นเพียงความสับสนที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ เป็นเพียงความคิดตามสัญชาตญาณ ที่อยากจะปกป้องเด็กสาวแปลกหน้าที่ถูกโจมตี เขาเพียงไม่อยากเห็นใบหน้า และเรือนผมสีเงินอันบริสุทธิ์เช่นเดียวกับแสงจันทร์นั้น ถูกฝังกลบอยู่ใต้หิมะและน้ำแข็งอีก ชายผู้ยอมรับว่าตนได้ละทิ้งคำสาบานของนักรบไปนานแล้ว และปรารถนาเพียงให้เลือดสาดกระเซ็น เพื่อความขัดแย้งและความสำราญนั้น ขว้างหอก Astral silver ที่ยังไม่เคยแปดเปื้อนสีแดงฉานนั้น ใส่ฝูงอสูรร้ายที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นทมิฬอย่างสุดกำลัง ...นั่นคือการโจมตีที่มีชื่อว่า "บาปวิบัติ" ที่นักวิชาการและกวีพเนจรในยุคต่อมาเล่าขานกัน ในบทเพลงโบราณ คนต่างแดนที่ร่อนเร่ไปตามทุ่งน้ำแข็งอย่างไร้จุดหมาย ได้นำพาหายนะมาสู่ดินแดนอันเงียบสงบ เพื่อความสำราญของความขัดแย้ง คมศัสตราอันเย็นเยียบของ Astral silver นั้นได้เจาะทะลวงลมและหิมะ ฉีกกระชากขุนเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ อาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองทั้งสามแห่งถูกทำลายล้าง ผืนดินอันอุดมสมบูรณ์แปรเปลี่ยนเป็นผืนดินรกร้าง ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องเร่ร่อนสูญถิ่นอาศัย ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนใด ก็ล้วนได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้บริสุทธิ์ คร่ำครวญถึงหายนะที่เกิดจากการโจมตีเพียงครั้งเดียวนั้น แต่ถึงอย่างไรบทเพลงก็เป็นเพียงบทเพลง ในยามที่เลือดโสมมซึ่งจับตัวเป็นก้อน ยังไม่ถูกถักทอให้กลายเป็นตำนาน ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น คนต่างแดนยืนนิ่งด้วยสีหน้าว่างเปล่า สิ่งที่เห็นมีเพียงลมและหิมะที่แตกสลาย หอกที่พลาดเป้าแทงทะลุหินเครื่องรางที่ค้ำจุนแผ่นดิน หญิงสาวที่เดิมทีควรได้รับการปกป้องพลอยสิ้นชีพลง ท่ามกลางความมืดมิดที่ท่วมท้น ผู้รอดชีวิตจากหายนะมองว่า เขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ดังนั้นจึงตามไล่ล่าชายผู้มีนามว่า Imunlaukr อย่างไม่ลดละ นักรบผู้ซึ่งอ้างว่า ตนปรารถนาจะขับขานบทเพลงแห่งความขัดแย้งและการนองเลือด แด่ทวยเทพเพื่อความสำราญ นักรบที่ละทิ้งตนเองแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ผู้ที่วาดหวังถึงการไถ่บาปแต่กลับนำมาซึ่งความโศกเศร้า นับแต่วินาทีนี้ไป เขาจะไม่โหยหาการไถ่บาป และจะไม่เป็นนักรบอีกต่อไปแล้ว