A Day Carved From Rising Winds
อาร์ติแฟกต์

A Day Carved From Rising Winds

★★★★★

โบนัสเซ็ต

2

2 ชิ้น

เพิ่มพลังโจมตี 18%

4

4 ชิ้น

หลังจากการโจมตีปกติ, ชาร์จโจมตี, สกิลธาตุ หรือท่าไม้ตายโจมตีโดนศัตรู จะได้รับ Blessing of Pastoral Winds เป็นเวลา 6 วินาที: เพิ่มพลังโจมตี 25% หากผู้สวมใส่สำเร็จ "แบบฝึกหัดของแม่มด" แล้ว Blessing of Pastoral Winds จะอัปเกรดเป็น "Resolve of Pastoral Winds" ซึ่งจะเพิ่มอัตราคริให้ผู้สวมใส่ที่ผ่านการทดสอบอีก 20% เอฟเฟกต์นี้สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ผู้สวมใส่อยู่ในทีม แต่ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้

ไทย

ดันเจียน

ชิ้นส่วน

Windborne Flower's Spruchdichtung

Windborne Flower's Spruchdichtung

Flower of Life

ดอกคริสตัลสีเขียวที่ไม่มีวันโรยรา ว่ากันว่าในอดีตอันไกลโพ้น มันเคยเป็นของสาวน้อยพเนจรคนหนึ่ง ที่สามารถเรียกสายลมและดอกไม้นับพันได้

เรื่องราว

"ในนามของผู้นำตระกูล Gunnhildr ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อเทพเจ้าที่ถือกำเนิดใหม่" "พวกเราเคยระหกระเหินในลมเหนืออันคมกริบดั่งมีดดาบ ทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดอันขมขื่น และหนาวเหน็บราวผ้าห่อศพ" "แผ่นดินเกิดถูกฝังกลบ อยู่ภายใต้ความเงียบงันแห่งความตายสีเงินขาว จารีตประเพณีที่หลงเหลือ ก็สูญสลายไปกับนครร้างที่ล่มสลาย" "แต่กระดูกสันหลังของพวกเราจะไม่มีวันคดงอ เฉกเช่นดอกไม้ที่ถูกพายุฝนขัดเกลาจนงดงาม" "จะไม่ทอดทิ้งมิตรภาพในวันที่มืดมน และจะไม่มีวันลืมคำสัตย์สาบานที่จารึกไว้ด้วยเลือด" "ในนามของผู้นำตระกูล Gunnhildr ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อเทพเจ้าที่ถือกำเนิดใหม่" "พวกเราจะไม่ทำอย่างตระกูล Gotini ที่ถวายวิหคขับขานทองคำบริสุทธิ์อันวิจิตร" "พวกเราจะไม่ทำอย่างตระกูล Hlaewringi ที่ให้คำมั่นว่าจะถวายเกียรติยศแห่งสงครามแด่สายลม" "ไม่เหมือนชาว Bructeri ที่สร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ หรือชาว Sitones ที่ร้อยเรียงบทกวีอันงดงาม" "สิ่งที่พวกเรามอบให้แก่สายลม มีเพียงบุปผานานาพรรณ จิตใจอันแรงกล้า และความสัตย์จริงที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา" "ในนามของผู้นำตระกูล Gunnhildr ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อเทพเจ้าที่ถือกำเนิดใหม่" "พวกเราเคยเผชิญหน้ากับสายลมที่เกรี้ยวกราด และเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ กับเทพเจ้าบนยอดหอคอยสูง" "พวกเราเคยเป็นสักขีพยานของสายลมที่อ่อนโยน และได้ถือกำเนิดใหม่ ในฤดูใบไม้ผลิหลังผ่านพ้นความมืดมน" "หากวันใดสายลมกลับกลายเป็นพายุร้าย และทรราชหมายมุ่งจะกดขี่มวลมนุษย์อีกครั้ง" "พวกเราจะไม่ลังเลที่จะให้โลหิตชโลมบุปผา แม้จะต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อบัลลังก์เทพอีกหนก็ตาม" "หากสายลมยังคงอ่อนโยนนิรันดร์ดั่งเช่นเวลานี้ และหากสวรรค์ยังเมตตาต่ออาณาจักรของเรา" "พวกเราก็จะไม่ลังเลที่จะปกป้องบทเพลงแห่ง Mondstadt ตลอดไป ดั่งที่สายลมใหม่เคยมอบที่พักพิงแก่เรา" "ในนามของผู้สืบเชื้อสายแห่ง Arcadia อันยิ่งใหญ่ ขอสวมมงกุฎแห่งสายลมพันทิศ แด่เทพเจ้าที่ถือกำเนิดใหม่" "ขอให้ท่านเอ่ยวาจาดั่งเช่นที่นายเก่าของเราเคยเอื้อนเอ่ย จนกว่าศรัทธาของปวงชนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งดั่งบทกวี" "ขอให้ท่านปฏิบัติตนดั่งเช่นที่นายเก่าของเราเคยกระทำ จนกว่านายเก่าของเราจะได้ปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับท่าน"

Dawn's Brilliant Oath

Dawn's Brilliant Oath

Plume of Death

ขนนกสีเขียวสดใสดุจแสงอรุณ ว่ากันว่าในอดีตอันไกลโพ้นนั้น มันเคยเป็นขององครักษ์ผู้ละทิ้งชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่ง

เรื่องราว

นั่นคือยุคสมัยโบราณที่แห้งแล้ง ยุคอดีตที่แสงอรุณแห่งรุ่งสาง ยังมิอาจทะลวงผ่านรัตติกาลอันหนาวเหน็บ นักรบผู้สวมเกราะเหล็กกล้าถือกำเนิดมา โดยมิเคยได้ยลโฉมท้องนภาสีคราม มีเพียงพายุคลั่งที่คอยปิดกั้นฟากฟ้าอันหนาวเหน็บไว้ เดิมทีได้รับบัญชาให้บดขยี้เหล่ากบฏในตรอกมืด ที่หวังคิดการใหญ่หมายสั่นคลอนหอคอยสูงให้สิ้นซาก แต่กลับยอมทิ้งคมดาบในมือลง เพียงเพราะบทเพลงที่หลั่งไหลออกมา จากสายพิณของเด็กหนุ่มนักกวีผู้นั้น มิใช่เพราะถูกล่อลวงด้วยวาทศิลป์แห่งการกบฏ และมิใช่เพราะหวั่นไหวไปกับคำสัญญาจอมปลอม หากแต่ความโหยหาที่นกในกรงขังมีต่อผืนฟ้า คือสิ่งที่สลักลึกอยู่ในสายเลือดของสรรพชีวิตมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเหล่าคนยากไร้ ที่นั่งคุดคู้ตัวสั่นอยู่ข้างกายเด็กหนุ่ม เพราะถูกพายุคลั่งซัดจนมิอาจหยัดยืน หรือจะเป็นหญิงสาวผู้ร่อนเร่ไปบนทุ่งร้างสีขาวโพลน ผู้เฝ้าวิงวอนต่อสายลมและบุปผานับพัน ไม่ว่าจะเป็นภูตแห่งสายลมตัวน้อย ที่ถูกเสียงพิณของเด็กหนุ่มเปิดประตูหัวใจให้ตื่นรู้ หรือกระทั่งเหล่าทหารผู้ได้รับบัญชาให้มาปราบปราม แต่กลับต้องทนทุกข์และหิวโหยไม่ต่างจากพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นกวีเฒ่าผู้ถูกควักดวงตา หรือช่างฝีมือพเนจรผู้ถูกสะบั้นข้อมือทั้งสองทิ้ง หรือผู้เจ็บป่วยอีกคณานับ ที่แม้แต่นามกรก็ยังถูกเสียงลมพายุพัดกลบจนเลือนหาย ท่ามกลางบทเพลงที่แทรกซึมเข้าสู่ราตรีอันหนาวเหน็บ ราวกับลมยามเช้าที่แผ่วเบา และแสงรุ่งอรุณที่อบอุ่นนั้น พวกเขาต่างพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมา ทอดสายตามองไปยังฟากฟ้า ที่ในยามนั้นยังคงดูห่างไกลเหลือเกิน แม้แต่ข้ารับใช้คนสนิทที่เทพราชาโปรดปรานที่สุด พรานสาวผู้เย็นชาเงียบขรึมแต่เที่ยงธรรมและพึ่งพาได้ผู้นั้น ก็คงเพียงแต่ถูกบีบคั้นภายใต้อำนาจของเจ้านายเก่า จึงจำต้องยอมให้มือเรียวขาวคู่นั้น เปรอะเปื้อนโลหิตสีแดงฉานของผู้บริสุทธิ์ มิเช่นนั้นแล้ว นางจะยอมทรยศทรราช เพราะคำเกลี้ยกล่อมเพียงไม่กี่คำ แล้วหันมาติดตามเหล่าผู้คนที่ลุกขึ้นต่อต้านได้อย่างไร? แม้จะไม่ช่างเจรจา แต่นางก็คงปรารถนาถึงรุ่งอรุณที่อ่อนโยนกว่านี้ เฉกเช่นเดียวกับสหายร่วมอุดมการณ์เป็นแน่... ด้วยเหตุนี้ นักรบผู้เงียบงันจึงละทิ้งทั้งหน้าที่และนามกร แล้วหันมาถักทอตาข่ายในเงามืด คอยรวบรวมสายลมที่กระจัดกระจายในราตรีกาล ให้แก่เด็กหนุ่มผู้ขับขานบทเพลงแห่งรุ่งอรุณ จวบจนมันพัดโหมสู่กำแพงพายุอันสูงตระหง่าน "ใช้บุปผานิรนามจุมพิตซับซึ่งน้ำตา อย่าโศกาเมื่อต้องลายามรุ่งสาง" "จวบจนลมเช้าพัดพานามฉันเลือนราง จักส่องทางสว่างแท้แก่เธอเอง"

A Note in Spring's Leich

A Note in Spring's Leich

Sands of Eon

นาฬิกาทรายที่บรรจุเม็ดทรายสีเขียว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ไม่ว่าจะพลิกมันกลับอย่างไร เม็ดทรายก็ไม่ไหลลงมาแม้แต่น้อย

เรื่องราว

"เหล็กไม่อาจตัดมันได้ และกำแพงหินของเรือนจำ ก็ไม่สามารถขังมันได้" "สายลมย่อมไม่หวั่นเกรงต่ออนาคต และยังคงพัดพาสู่วันพรุ่งนี้" "ทรราชผู้น่าเวทนาเอ๋ย ไม่ว่าโลหิตจะย้อมมือของท่านจนแดงฉานเพียงใด" "ตราบใดที่สายลมยังคงพัดผ่าน ท่านก็มิอาจช่วงชิงอิสรภาพในการขับขานบทเพลงไปได้" ในยามที่พายุคลั่ง ม้วนตัวขึ้นเบื้องหน้าบัลลังก์เทพที่กำลังพินาศลง เด็กหนุ่มร่างบางได้ดีดสายพิณขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย บทเพลงที่เดิมทีเป็นเพียงท่วงทำนองในเงามืดของตรอกซอย เพื่อช่วยปลุกปลอบความกล้าแก่ผู้ถูกกดขี่ บัดนี้ได้รับการขัดเกลาท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนาน จนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกู่ร้องของมวลชน ที่แม้แต่สายลมอันเกรี้ยวกราด ก็ไม่อาจฉีกกระชากให้ขาดสะบั้น ในเมื่อกายเนื้อของปุถุชนไม่อาจก้าวล่วงบัลลังก์เทพ ในเมื่อบทเพลงใน "ขณะนี้" ไม่อาจหยุดยั้งภัยพิบัติได้ เช่นนั้น ก็จงใช้ปณิธานของ "ขณะนี้" ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน ร้อยเรียงเข้ากับความโหยหาอิสรภาพ อันไร้ที่สิ้นสุดจากทุกยุคสมัย เปลี่ยนความเคียดแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูกในชั่วพริบตานั้น ให้เจือจางลงไปในกาลเวลาอันยาวนาน ประหนึ่งดั่งละอองเกสรที่ปลิดปลิว เด็กหนุ่มผู้ใช้เรือนร่างเป็นดั่งพิณ กลับดีดบรรเลงสาย ที่เดิมทีเป็นของจ้าวแห่งกาลเวลาได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่มารดาแห่งสายลมทั้งพันจะทันประหลาดใจ และทอดสายตามองลงมายังแดนเหนือที่รกร้างเพียงชั่วครู่ พายุคลั่งอันเกรี้ยวกราดในชั่วขณะนั้น ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งสายลมอันอ่อนโยน ที่พัดผ่านนานนับพันปี กลายเป็นสายลมแผ่ว ที่พัดผ่านน้ำพุใสและไวน์ผลไม้ กลายเป็นเสียงสนลู่ลม และบทเพลงในทุ่งหญ้าเขียวขจีอันไกลโพ้น กลายเป็นคมดาบ ที่ทิ่มแทงเหล่าราชวงศ์และมังกรพิษ กลายเป็นคำสัตย์สาบานอันเก่าแก่ และเสียงทอดถอนใจของคู่รัก จุดเริ่มต้นของแสงรุ่งอรุณ คือชั่วขณะที่มหาดุริยางคศิลป์แห่งพันปี ได้เริ่มบรรเลงบทเพลงแรก บทเพลงนั้นมีนามว่า Mondstadt ผู้ใดที่หัวใจรักในอิสระล้วนเป็นผู้บรรเลงบทเพลงนี้ เพียงแต่เลือดเนื้อของนักดีดพิณคนแรกสุดนั้น กลับมิอาจแบกรับบทเพลงแห่งการรังสรรค์อาณาจักรได้ไหว มหาดุริยางคศิลป์ที่ปลุกอำนาจจำลองแห่งกาลเวลา ได้ปลดปล่อยความเกรี้ยวโกรธที่อัดแน่นชั่วขณะนั้น ให้กระจายสู่ห้วงเวลานับพันปี ร่างของกวีร่วงหล่นลง พร้อมกับการล่มสลายของหอคอย นามที่ควรจารึกไว้ กลับถูกสายลมแห่งกาลเวลาชะล้างจนสิ้น ดั่งเกล็ดหิมะที่ละลายหายไป ท่ามกลางสายลมละมุนของฤดูใบไม้ผลิ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และไม่มีผู้ใดสามารถเอื้อนเอ่ยเรียกขานได้อีก มีเพียงภูตแห่งสายลมตัวน้อยตนนั้น ที่ในวันที่มารดาแห่งกาลเวลาและสายลมมอบพลังให้ ได้แอบเด็ดเอาเศษเสี้ยวหนึ่งของห้วงเวลาในอดีตเอาไว้ พร้อมกับชื่อนั้นที่แม้แต่การย้อนเวลากลับไป ก็มิอาจกอบกู้คืนมาได้ "สหายรักของฉัน โปรดรับสายลมอันอ่อนโยนแห่งพันปี ความถวิลหาในความสุข และความฝันแห่งอิสรภาพนี้ไว้" "โปรดอย่าโศกเศร้าอาลัยถึงฉัน ตราบใดที่สายลมยังคงพัดผ่าน ผู้คนก็จะสามารถขับขานบทเพลงแห่งความหวังในวันพรุ่งนี้ได้ เฉกเช่นเดียวกันกับฉัน"

Heldenepos's Unspoken Tale

Heldenepos's Unspoken Tale

Goblet of Eonothem

แก้วเหล้าสีเขียวทรงโบราณ ว่ากันว่าในอดีตอันไกลโพ้นนั้น มันเคยเป็นของกวีพเนจรนิรนามผู้หนึ่ง

เรื่องราว

นั่นคือยุคสมัยโบราณที่แห้งแล้ง ยุคอดีตที่สายลมอันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ ยังมิได้พัดพาน้ำแข็งและหิมะให้ละลาย จอกสีครามมิเคยได้รองรับเมรัยรสเลิศ สิ่งที่รินไหลผ่านริมฝีปากมีเพียงบทเพลงอันขมขื่น นักธนูผู้เงียบขรึมแผลงศรดอกสุดท้ายใส่ทรราช ยอมสละชีพเพื่อทะลวงผ่านกำแพงวายุอันแข็งแกร่ง บทเพลงประสานเสียงแห่งการต่อต้านดังกึกก้อง สายลมแผ่วเบาแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นแห่งความพิโรธที่เชี่ยวกราก พุ่งทะลวงเข้าสู่หัวใจของราชาผู้เดียวดาย นั่นควรจะเป็นบทสรุปของการที่ปุถุชนลุกฮือขึ้นต่อต้านเทพเจ้า เพราะลอร์ดแห่งพายุได้ร่วงหล่นจากหอคอยสูงแล้ว แต่ทว่า ยังไม่ทันที่เหล่าวีรชนผู้ทำลายพันธนาการ จะได้ไว้อาลัยแด่สหายผู้เสียสละ มหาพายุอันบ้าคลั่งก็พลันปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน หมายจะกลืนกินเหล่าผู้คนที่เพิ่งได้รับชีวิตใหม่ให้สิ้นซาก นั่นคือเสียงคร่ำครวญสุดท้ายของทรราชผู้ถูกทุกคนทรยศ และภาพฝันพังทลาย ที่ดังออกมาจากบนบัลลังก์ซึ่งกำลังแหลกสลาย แม้แต่แรงอาฆาตยามใกล้ดับสูญของเทพเจ้าที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังมากพอจะทำลายปราการแกร่งที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ แล้วนับประสาอะไรกับเทพราชาผู้นั้น ผู้ที่ตัดผ่านฟากฟ้าอันเยือกแข็ง ผ่าแยกขุนเขาด้วยสายลมอันเกรี้ยวกราด และยิงมังกรยักษ์ให้ร่วงหล่น เหล่าผู้ต่อต้านที่ทุ่มเทกำลังจนหมดสิ้นเพื่อสังหารเทพเจ้า ไม่อาจหยุดยั้งหายนะที่ไม่คาดคิดนี้ได้อีกต่อไป ความหวังที่เพิ่งผลิบานบนซากปรักหักพัง ดูเหมือนจะถูกลิขิตให้ต้องถูกพายุบ้าคลั่งที่โหมกระหน่ำ พัดทำลายจนสิ้นสูญ ในชั่วขณะที่เสียงกึกก้องแห่งความตายใกล้จะมาถึง สิ่งที่สะท้อนในดวงตาของเหล่าภูต อัศวิน และผู้คนเบื้องล่างหอคอย กลับเป็นเงาร่างอันบอบบางของเด็กหนุ่มนักดีดพิณ ผู้ไม่เคยเจนจัดในการศึก ที่กำลังก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพายุคลั่งนั้น ไม่เคยมีลำนำใดขับขานถึงความลึกลับในชั่วขณะนั้น ไม่เคยมีบทกวีใดหยั่งลึกถึงเหตุผลในเสี้ยววินาทีนั้น สายลมที่รุนแรงจนสามารถฉีกกระชากกระดูกปฐพี กลับสงบนิ่งลงอย่างฉับพลัน จนผู้ศรัทธาในยุคหลัง ต่างขนานนามมันว่าเป็นปาฏิหาริย์ มีเพียงจ้าวแห่งบทกวีผู้ได้รับการเทิดทูนเท่านั้นที่ล่วงรู้ ว่าถ้อยคำใดที่ถูกจารึกไว้ก่อนรุ่งอรุณจะมาเยือน...

Minnesang of Love and Lament

Minnesang of Love and Lament

Circlet of Logos

เครื่องประดับผมงามหรู ที่ประดับด้วยหยกเขียวและคริสตัลสีเขียว ว่ากันว่าในอดีตอันไกลโพ้น มันเคยเป็นของประจำตัวที่จ้าววายุมอบให้แก่คนรัก

เรื่องราว

ในจอกแก้วสีทองเรืองรอง เอ่อล้นไปด้วยไวน์แดงฉานดั่งโลหิต หยกสีวารีไล้ผ่านเปียผมสีขาวนวลอย่างแผ่วเบา เท้าเปลือยเปล่าไม่ได้ย่ำผ่านเกล็ดน้ำแข็งละเอียดดุจธุลีเงินอีกต่อไป คงเหลือเพียงธุลีเงินที่ขาวราวกับหิมะร่วงหล่นบนปลายเท้า ภายใต้เงาเอื้อมของหอคอยสูง ภายในกรงขังแห่งความลุ่มหลงมัวเมา พรานสาวหลงสำคัญตัวผิด คิดว่าตนได้รับความสิเน่หาจากนายทาสผู้เป็นเจ้าชีวิต เฉกเช่นเดียวกับช่างฝีมือผู้พลัดถิ่นคนนั้น ช่างผู้ถวายวิหคขับขานที่หลอมจากทองคำแท้แด่นาง เพียงเพื่อขอแลกกับชีวิต ก็ยังถูกราชันของนางใช้พายุคลั่งสะบั้นข้อมือทั้งสอง เพียงเพื่อมิให้ของเล่นชิ้นงามนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นใดได้อีก ยามเมื่อเหล่าทายาทผู้โง่เขลาในอดีตยอมศิโรราบต่อพายุคลั่ง และถวายนางประหนึ่งเครื่องบูชายัญแด่ราชันแห่งยอดหอคอย พรานไพรผู้เคยพำนักร่วมกิ่งไม้แห้งกับเค้าแมวขาว และเคยเริงระบำร่วมกับพญาเหยี่ยวกลางทุ่งร้าง หาได้ล่วงรู้ไม่ ว่าจ้าวแห่งสายลมผู้เป็นที่หวาดเกรงของปวงประชา จะทรงโปรดปรานในฝีมือธนู จนแต่งตั้งให้นางเป็นคนสนิทข้างกาย เฉกเช่นเดียวกับที่ก่อนจะได้พานพบกับราชันของนาง นางไม่เคยได้ตระหนักถึงความรักอันอ่อนโยน หรือความเกลียดชังอันรุ่มร้อน เฉกเช่นเดียวกับที่ก่อนจะได้พานพบกับราชันของนาง พรานไพรผู้ท่องไปในแดนรกร้าง ไม่เคยมีหัวใจเฉกเช่นมนุษย์มาก่อน หากแม้นมีผู้ที่ถือกำเนิดมาพร้อมความฝันแห่งความดีงามและเสรีภาพ ปรารถนาจะขับขานบทเพลง เพื่อทะลวงผ่านกำแพงพายุแห่งความสิ้นหวัง หากแม้นเทพเจ้าเอง ก็อาจถูกจองจำอยู่ในความยึดติดและอัตตาของตน จนจมดิ่งอยู่ในความเพ้อฝันที่เรียกว่านิรันดร์ เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมมีผู้ที่ถือกำเนิดมาอย่างเว้าแหว่ง ซึ่งทำได้เพียงใช้ความจงรักภักดีอันมืดบอด มาช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าในจิตใจ "เจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งของฉัน นอกจากท่านแล้ว ก็ไม่มีใครเคยทำให้ฉันได้เห็นฝันอันหวานละมุน" "ไม่ว่าจะเป็นเกลียวคลื่นที่จุมพิตผืนทราย หรือพงไพรสีเขียวขจีที่โอบกอดความอุดมสมบูรณ์ของผืนธรณี" พายุคลั่งไม่เคยสะท้อนภาพความเจ็บปวด ของเหล่ามดปลวกผู้ต่ำต้อย เฉกเช่นดวงตาของนาง ที่มีเพียงเงาร่างอันสูงส่ง และเดียวดายของเทพราชาเท่านั้น เพื่อผู้มีพระคุณที่ทำให้นางได้เข้าใจว่าความรักคือสิ่งใด จึงสมควรแล้วที่จะทำให้สายตาที่หวาดกลัว และชิงชังเหล่านั้นดับสิ้นไป แต่แล้ว... ไม่ว่าจะมอบชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนให้แก่ราชันของนาง ไม่ว่าจะต้องทะลวงลำคอของใคร เพื่อปกป้องกรงขังของเขา ไม่ว่าจะต้องบดขยี้หมู่บ้านกบฏ จนราบเป็นหน้ากลองไปสักกี่แห่ง ไม่ว่าจะเฝ้ากระซิบคำหวานที่ข้างหูของเขาไปสักกี่หน ราชาผู้ประทับอยู่บนยอดหอคอยเสียดฟ้าผู้นั้น ราชาผู้สวมมงกุฎให้แก่พายุคลั่ง ราชาผู้ก้มมองลงมา กดขี่ และโปรดปรานพสกนิกรทุกคนของพระองค์ กลับไม่เคยทุ่มเทความรัก อย่างที่เขาพร่ำบอกแก่นางเลยแม้แต่น้อย... เขาไม่เคยตระหนี่ที่จะมอบความรักให้แก่พวกไพร่ชั้นต่ำ ความรักที่เป็นดั่งพายุคลั่ง ที่สามารถฉีกกระชากเลือดเนื้อของปุถุชนให้แหลกลาญ เมื่อตื่นขึ้นจากความจงรักภักดีอันมืดบอด นางจึงได้ตระหนักรู้ ว่านับตั้งแต่วันที่ได้พบกัน จวบจนถึงจุดสิ้นสุด ในสายตาของเขา ไม่เคยมีเงาของนางปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย ใช่แล้ว ใช่แล้วล่ะ หากระบำที่ถวายแด่ม่านวายุและถ้อยคำอ่อนโยน ไม่อาจแลกซึ่งการเหลียวมองจากเขาแม้เพียงชั่วขณะ หากเกียรติยศที่อาบย้อมด้วยโลหิต และความสุขเกษมจากการสังหารทั้งปวง ไม่สามารถรั้งให้เขามองเพียงเธอคนเดียวได้ตลอดไป... ...งั้นก็จงให้สายตาของเขา หยุดอยู่ที่ช่วงเวลาที่จารึกภาพของนางลงไปชั่วนิรันดร์เถิด นี่คือรักเพียงหนึ่งเดียวที่นางสามารถเข้าใจ และใช้ตอบแทนราชันผู้นั้นได้ นี่คือรักเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยแสดงให้เห็น และสามารถถูกเรียกขานได้ว่าเป็นความรัก เฉกเช่นที่ปากของเขาพร่ำบอกว่ารักต่อมวลมนุษย์ แต่รอบกายกลับมีเพียงสายลมที่คมกริบดุจคมมีด "เจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งของฉัน นอกจากท่านแล้ว ดวงใจของฉันจะไม่รักผู้ใดอีก" "เพราะงั้นได้โปรดเถอะ... ช่วยมองแค่ฉันเพียงคนเดียว ได้โปรดจ้องมองแค่ฉันคนเดียวเถอะนะ" ...มนุษย์ผู้ไม่รู้จักความรัก และเทพเจ้าผู้ไม่เข้าใจความรัก จวบจนวินาทีที่ต่างฝ่ายต่างฉีกกระชากกันและกัน ก็ยังไม่เคยล่วงรู้ถึงหัวใจของอีกฝ่ายเลย

การมีส่วนร่วม
A Day Carved From Rising Winds — อาร์ติแฟกต์ | ฐานข้อมูล Genshin Impact